การสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน
การสร้าง
ประเทศไทยที่ยั่งยืน

โครงการด้านความยั่งยืนในประเทศไทยนั้นสอดคล้องกับแนวทางระดับโลกของซันโทรี่ โดยได้รับการปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของสังคมไทย เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยม การเติบโตอย่างยั่งยืน และ การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม เราให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นด้านความยั่งยืน ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ (Water), สุขภาพ (Health), บรรจุภัณฑ์ (Container and Packaging), และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) โดยจากประเด็นเหล่านี้ "ทรัพยากรน้ำ" และ "สุขภาพ" เป็นประเด็นการดำเนินงานที่สำคัญและยาวนานที่สุดของเราในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน "บรรจุภัณฑ์" ได้กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญหลัก เป็นผลมาจากความท้าทายเรื่องการบริหารจัดการขยะ ความตระหนักด้านความยั่งยืนที่สูงขึ้นในหมู่ผู้บริโภค และการพัฒนาของกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย


การสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน

ทรัพยากรน้ำ

โครงการ 1

โครงการมิซุอิกุ

education

ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญต่อธุรกิจของซันโทรี่ เราจึงมุ่งมั่นที่จะปกป้องระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงน้ำใต้ดินที่มีคุณภาพเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ของเรา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โครงการมิซุอิกุ ซึ่งเป็นโครงการด้านการศึกษาธรรมชาติและน้ำ ได้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม โดยในภาษาญี่ปุ่น "มิซุ" แปลว่าน้ำ และ "อิกุ" แปลว่าการศึกษา

สำหรับในประเทศไทย ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) ได้ริเริ่มโครงการดังกล่าวขึ้นในปี พ.ศ. 2564 ผ่านความร่วมมือกับ "the Environmental Education Centre" (EEC) ภายใต้เรียนรู้แบบ "ห้องเรียนธรรมชาติ" ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ช่วยให้เยาวชนเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาทักษะที่ปรับใช้ได้ในชีวิตจริง

ในปี พ.ศ. 2564 โครงการได้เริ่มต้นขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืนในช่วงฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด และขยายสู่จังหวัดระยองในปี พ.ศ. 2565 ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย (RILA) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำในพื้นที่ นอกจากนี้ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เราได้จัดฝึกอบรม "Train the Trainers" เพื่อพัฒนาศักยภาพครู ให้มีความรู้และทักษะการสอนเรื่องสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ในการอนุรักษ์น้ำเพื่อคนรุ่นต่อไป

ในปี พ.ศ. 2566 เราร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายโครงการมิซุอิกุสู่ระดับประเทศ โดยยังคงใช้รูปแบบ "ห้องเรียนธรรมชาติ" เพื่อสอนความสำคัญของระบบนิเวศทางน้ำที่หลากหลายทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำที่จังหวัดเชียงราย กลางน้ำที่จังหวัดอุบลราชธานี ปลายน้ำที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปจนถึงน้ำทะเลที่จังหวัดกระบี่

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา เราได้ยกระดับโครงการขึ้นเป็น "วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ" ผ่านความร่วมมือกับซันโทรี่ เป๊บซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) และซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ เพื่อระดมทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ โดยภายใต้กิจกรรม "ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ" เราได้จัดค่ายการเรียนรู้สำหรับแกนนำนักเรียนและครูจากโรงเรียนในจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานของซันโทรี่ตั้งอยู่ เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำและภาวะผู้นำ นอกจากนี้ ภายใต้กิจกรรม "โรงเรียนต้นแบบรักษ์น้ำ มิซุอิกุ" เรายังมอบทุนสนับสนุนแก่โรงเรียนที่เข้าร่วมในการดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำภายในโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ โดยหลังจากการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม โรงเรียนผู้ชนะหนึ่งโรงเรียนจากแต่ละจังหวัด จะได้รับโอกาสในการร่วมทัศนศึกษา เพื่อเรียนรู้ต้นกำเนิดของโครงการมิซุอิกุ ณ ประเทศญี่ปุ่น

education

44K 44K 44K


จำนวนนักเรียนที่ได้รับองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม

school

200 200 200


จำนวนครูที่ได้รับองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนเพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างยั่งยืน

water

95 95 95


จำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

people

150 150 150


จำนวนพนักงานจิตอาสาที่เข้าร่วมในโครงการเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน



โครงการ 2

โครงการฟื้นฟูป่าชุมชน

education

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม เราได้ริเริ่มโครงการ “เพาะรักษ์น้ำ: ฟื้นป่าคืนชีวิต” ในปี พ.ศ. 2567 มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกและให้ความรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของป่าและแหล่งน้ำ ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้และการลงมือฟื้นฟูป่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานของเรา

เพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการดูแลรักษาป่าในระยะยาว

education

80 80 80


จำนวนพนักงานจิตอาสาที่เข้าร่วมในกิจกรรมฟื้นฟูป่าชุมชน

school

50 50 50


จำนวนนักเรียนและครูในชุมชนที่ได้รับความรู้ด้านอนุรักษ์ป่า เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืน

water

35 35 35


จำนวนสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วมในกิจกรรมฟื้นฟูป่าชุมชน

people

30 30 30


จำนวนเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินโครงการ



สุขภาพ

ที่ซันโทรี่ เราเชื่อว่าเราสามารถมอบสิ่งดี ๆ ได้มากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เรายึดมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทุก ๆ คนรอบตัวไปพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือจากการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำแล้ว ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ เรายังทุ่มเทให้กับการส่งเสริมสุขภาพที่ดี ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการดำเนินโครงการที่ยกระดับการดำรงชีวิตของประชากรไทย นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิตในรูปแบบที่ดีต่อสุขภาพอย่างมีความหมาย โดยเราได้ดำเนิน 4 โครงการภายใต้ประเด็นด้านความยั่งยืนนี้ ได้แก่ "แบรนด์ ยัง บลัด" "แคมเปญขับขี่ปลอดภัย" "แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์" และ "แบรนด์ เบรนด์แคมป์"


โครงการ 1

แบรนด์ ยัง บลัด

education

โครงการดังกล่าวริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อบรรเทาปัญหาปริมาณโลหิตสำรองไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาด หรือช่วงเทศกาลที่มีอุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก กิจกรรมภายใต้โครงการได้ถูกจัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปบริจาคโลหิตเป็นประจำเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ ผ่านการปลูกจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการมอบองค์ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนการบริจาค เพื่อให้ได้โลหิตคุณภาพดีจากผู้บริจาคที่มีสุขภาพแข็งแรง

กิจกรรมหลักภายใต้โครงการ ได้แก่ การจัดหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ในมหาวิทยาลัยและงานประกวดประจำปี เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริจาคและสร้างความตระหนักรู้ในหมู่นักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนสภากาชาดในการจัดหน่วยบริจาคเคลื่อนที่ในมหาวิทยาลัย เราได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดังกล่าวและมอบผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดให้กับผู้บริจาคเพื่อช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย

งานประกวดจะถูกจัดขึ้นด้วยหัวข้อที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี เพื่อรณรงค์ให้เกิดผู้บริจาคใหม่ในวงกว้าง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยและเยาวชนอายุระหว่าง 17-22 ปี เข้าร่วมส่งผลงานเพื่อชิงรางวัล หัวข้อการประกวดมุ่งเน้นการให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เยาวชนบริจาคโลหิต และการสร้างความเข้าใจเรื่องการบริจาคอย่างปลอดภัย ซึ่งนอกเหนือจากรางวัลแล้ว ผู้ชนะยังจะได้รับโอกาสในการเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย อีกด้วย


education

2 ล้าน 2 ล้าน 2 ล้าน


หน่วยโลหิต (หรือ 895 ล้านซีซี) ที่ได้รับบริจาคผ่านโครงการ

education

439 439 439


จำนวนครั้งของการออกหน่วยรับบริจาคโลหิตในมหาวิทยาลัย

education

7,147 7,147 7,147


จำนวนครั้งของการบริจาคโลหิตโดยนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยภายใต้การออกหน่วยในมหาวิทยาลัย

โครงการ 2

แคมเปญขับขี่ปลอดภัย

education

แคมเปญดังกล่าวริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เพื่อส่งเสริมการขับขี่อย่างปลอดภัยที่มุ่งเพิ่มสมาธิของผู้ขับขี่และความจดจ่อบนท้องถนนผ่านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ภายใต้ความร่วมมือกับตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจร และตำรวจท่องเที่ยว เราได้มอบผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด 50,000 - 100,000 ขวดให้แก่ผู้ใช้เส้นทางในกรุงเทพฯ และทางหลวงในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัยและลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลหยุดยาว เช่น สงกรานต์ และปีใหม่

ในปี พ.ศ. 2568 เราได้เปิดตัวแคมเปญ "สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์" เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนผ่านผลิตภัณฑ์ของเรา โดยได้มอบแบรนด์ซุปไก่สกัดกว่า 130,000 ขวดให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ณ จุดบริการประชาชน 7 แห่งบนถนนสายหลัก ระหว่างช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ นอกจากนี้ ยังได้มีการเผยแพร่ข้อมูลคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะบทบาทของคาร์โนซีนในการช่วยส่งเสริมสุขภาพของสมอง เพิ่มสมาธิ และชะลอความเหนื่อยล้าอีกด้วย

education

2.13 ล้าน 2.13 ล้าน 2.13 ล้าน


จำนวนผู้ขับขี่และผู้เดินทางที่ได้รับซุปไก่สกัด

โครงการ 3

แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์

education

ด้วยความมุ่งมั่นของเราที่จะสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของประชากรไทยในระยะยาว เราได้ดำเนินโครงการ "แบรนด์ ซัมเมอร์แคมป์" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเราตระหนักถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะช่วงเวลาสำคัญของชีวิต และความจำเป็นของการเตรียมตัวเพื่อให้สมองทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ เราจึงจัดให้เยาวชนที่กำลังจะสอบได้ติวเข้มกับคณาจารย์ชั้นนำ พร้อมมอบคู่มือเตรียมสอบฟรีทั้งสายศิลป์และสายวิทย์ โดยในปัจจุบัน โครงการได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้นักเรียนทั่วทั้งประเทศสามารถเข้าถึงได้

education

1.5 ล้าน 1.5 ล้าน 1.5 ล้าน


ผู้ได้รับการสนับสนุนเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

โครงการ 4

แบรนด์ เบรนด์ แคมป์

education

ด้วยการตระหนักถึงความต้องการกำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศ ภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างแรงงานด้านดิจิทัล 100,000 คนต่อปี อย่างไรก็ตาม ภาคการศึกษาสามารถผลิตแรงงานด้านดิจิทัลได้เพียง 25,000 คนต่อปี ในฐานะบริษัทผู้นำด้านอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับ 'ศักยภาพของสมอง' ในการช่วยเยาวชนไทยให้ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาและอาชีพในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราได้ริเริ่มโครงการ 'แบรนด์ เบรนด์แคมป์' ในปี พ.ศ. 2567 เพื่อส่งเสริมศักยภาพสมองผ่านการศึกษาด้าน AI และโคดดิ้ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมในการสร้างความพร้อมให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อความสำเร็จในโลกดิจิทัล เราได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคม ดำเนิน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ BRAND'S Brain Hub กิจกรรม AI Roadshow การอัปเกรดห้องเรียนโคดดิ้ง และการสนับสนุนกิจกรรม Coding War และเพื่อเป็นยกระดับความร่วมมืออย่างเป็นทางการ นายโอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ของดีป้า ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567

เพื่อสานต่อพลังการขับเคลื่อนของปี พ.ศ. 2567 โครงการได้รับการขยายผลต่อเนื่องในปี พ.ศ. เสริมสร้างศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมด้านอาชีพในอนาคต ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ BRAND’S Career Explorer, BRAND’S BRAIN CAMP Roadshow และ BRAND'S ProXperience ซึ่งจุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมกว่า 205,000 คนทั่วประเทศผ่านการเข้าร่วมหลากหลายช่องทาง

education

3 ล้าน 3 ล้าน 3 ล้าน


จำนวนเงินที่มอบเพื่อสนับสนุนโครงการส่งเสริมทักษะดิจิทัลในกลุ่มเยาวชนไทยของดีป้า

education

205,000 205,000 205,000


จำนวนผู้เข้าถึงกิจกรรมพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมด้านอาชีพผ่านช่องทางต่าง ๆ

บรรจุภัณฑ์

เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทซันโทรี่ เราให้ความสำคัญกับเรื่องบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน โดยนำหลักการ 3Rs (Reduce-Reuse-Recycle) มาใช้เพื่อส่งเสริมการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนผ่านวงจรชีวิตทั้งหมดของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การคัดเลือกวัสดุ ไปจนถึงการกระจายสินค้าและการรีไซเคิลหลังการบริโภค ทั้งนี้ เราได้ริเริ่ม 2 โครงการสำคัญภายใต้ประเด็นนี้ ได้แก่ การส่งเสริมบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน และ "แบรนด์เก็บกลับ"


โครงการ 1

บรรจุภัณฑ์

education

กิจกรรมด้านบรรุจุภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล การลดการใช้วัสดุ และการออกบรรจุภัณฑ์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเราใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตขวดแก้วและกระเช้าของขวัญพลาสติก เราลดปริมาณวัสดุที่ใช้ด้วยการปรับลดความหนาและน้ำหนักของขวดแก้วและกล่องกระดาษ เพื่อลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและลดการใช้พลังงานในการผลิตและขนส่ง สำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราใช้กระดาษที่มีการรับรองมาตรฐาน FSC ที่ยึดมั่นต่อการการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ กล่องชุดของขวัญของเรายังผลิตจากกระดาษเพื่อลดการใช้พลาสติก และกระเช้าของขวัญช่วงเทศกาลของเรายังได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ซึ่งช่วยสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย


education

90 % 90 % 90 %


ใช้พลาสติกรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบ 90% ในการผลิตกระเช้าที่ทำจากพลาสติก

education

70 % 70 % 70 %


ใช้แก้วรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบ 70% ในการผลิตขวดแก้ว

education

20 % 20 % 20 %


ความหนาและน้ำหนักของขวดแก้วและกล่องกระดาษถูกปรับลดลง 20%

โครงการ 2

แบรนด์เก็บกลับ

education

เราได้ร่วมมือกับสถาบันจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย ด้วยแนวทางที่วางอยู่บนพื้นฐานการขยายความรับผิดชอบไปสู่ผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ความร่วมมือดังกล่าวได้ส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของบรรจุภัณฑ์ในภาคการผลิต ผ่านการดำเนินโครงการ "แพคแบค" ที่ส่งเสริมการส่งคืนและนำบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและใช้ประโยชน์ใหม่

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา เราตอกย้ำเจตนารมณ์ด้วยการริเริ่มโครงการ "แบรนด์เก็บกลับ" โดยต่อยอดจากรากฐานของโครงการแพคแบค ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและสังคม เพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้และศักยภาพในกลุ่มเยาวชนไทยด้วยการมอบความรู้ด้านการคัดแยกขยะและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้กิจกรรมหลักภายใต้โครงการ ประกอบด้วย การมอบสื่อการเรียนรู้แบบ Edutainment ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง การจัดสัมมนาและเวิร์กชอปให้แก่ครูและนักเรียนเกี่ยวกับการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถังขยะและสื่อการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียน

school

35 35 35


โรงเรียนจาก 12 จังหวัด เข้าร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการคัดแยกขยะ

education

9,450 9,450 9,450


จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาด้านการแยกขยะ

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบริษัทซันโทรี่ และของประเทศไทยในการเข้าสู่สังคมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เราได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสถานที่ผลิตสินค้า กิจกรรมเหล่านี้ประกอบด้วยการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) การนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานหรือลดการใช้ทรัพยากรมาใช้ รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน


โครงการ 1

การลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิต

education

หนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญในกระบวนการผลิตสินค้า ซึ่งได้ดำเนินการในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ คือการลดการใช้วัสดุในบรรจุภัณฑ์ ตามแนวทางบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของเรา โดยการลดความหนาและน้ำหนักของขวดแก้วและกล่องกระดาษ ส่งผลให้เราสามารถลดการใช้วัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความก้าวหน้าให้กับความพยายามของเราในการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิต


education

2,925 ตัน/ปี 2,925 ตัน/ปี 2,925 ตัน/ปี


ปริมาณแก้วที่ใช้ลดลง 2,925 ตัน ตั้งแต่เริ่มยกระดับกระบวนการผลิต นำไปสู่การลดการปล่อย CO2 ทั้งหมด 2,618 tCO2e เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 152,196 ต้น

school

353 ตัน/ปี 353 ตัน/ปี 353 ตัน/ปี


ปริมาณกระดาษที่ใช้ลดลง 353 ตัน ตั้งแต่เริ่มยกระดับกระบวนการผลิต นำไปสู่การลดการปล่อย CO2 ทั้งหมด 336 tCO2e เทียบเท่ากับกับการปลูกต้นไม้ 19,532 ต้น

โครงการ 2

การลดปริมาณการใช้น้ำ

education

เราดำเนินสองกิจกรรมเพื่อลดการใช้น้ำที่โรงงาน ได้แก่ การเพิ่มการใช้น้ำรีไซเคิล โดยบำบัดน้ำที่ใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำกลับมาใช้ในกระบวนการสนับสนุนการผลิต โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ใหม่ กิจกรรมที่สอง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ โดยปรับปรุงกระบวนการทำความสะอาด และยกระดับเทคโนโลยีของเครื่องล้างขวด ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำในขั้นตอนการทำความสะอาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


education

27,543 ลูกบาศก์เมตร/ปี 27,543 ลูกบาศก์เมตร/ปี 27,543 ลูกบาศก์เมตร/ปี


การเพิ่มการใช้น้ำรีไซเคิล นำไปสู่การลดการใช้น้ำได้ 27,543 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 7 tCO2e เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 416 ต้น

school

14,702 ลูกบาศก์เมตร/ปี 14,702 ลูกบาศก์เมตร/ปี 14,702 ลูกบาศก์เมตร/ปี


การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการล้าง นำไปสู่การลดการใช้น้ำได้ 14,702 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 4 tCO2e เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 222 ต้น

โครงการ 3

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

education

เราส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านสามกิจกรรมหลัก โดยเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านสองกิจกรรม ได้แก่ การติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาที่โรงงานปิ่นทอง และการพัฒนากระบวนการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ โดยนำไอน้ำที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ในกระบวนการให้ความร้อนในการผลิตอีกครั้ง กิจกรรมที่สาม คือ การปรับปรุงเทคโนโลยีของเครื่องทำน้ำซุปเข้มข้น (evaporator) เพื่อให้กระบวนการผลิตสั้นลงและช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


education

1.3 ล้าน
กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี
1.3 ล้าน
กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี
1.3 ล้าน
กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี


การติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคา ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ 1,300,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี นำไปสู่การลดการปล่อย CO2 ทั้งหมด 572 tCO2e เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 33,256 ต้น

education

92,331 กก. 92,331 กก. 92,331 กก.


การพัฒนากระบวนการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้พลังงาน LPG ลง 92,331 กิโลกรัม ตั้งแต่เริ่มปรับกระบวนการ นำไปสู่การลดการปล่อย CO2 ทั้งหมด 274 tCO2e เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 15,920 ต้น

education

84,000 กก. 84,000 กก. 84,000 กก.


การปรับปรุงกระบวนการทำน้ำซุปเข้มข้น ช่วยลดการใช้พลังงาน LPG ลง 84,000 กิโลกรัม ตั้งแต่เริ่มปรับกระบวนการ นำไปสู่การลดการปล่อย CO2 ทั้งหมด 249 tCO2e เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 14,484 ต้น